ภาษาญี่ปุ่น_Akiko

ภาษาญี่ปุ่น_Akiko Playlist


ภาษาญี่ปุ่น_Akiko บทที่ 1-1


ภาษาญี่ปุ่น_Akiko บทที่ 1-2


ภาษาญี่ปุ่น_Akiko บทที่ 1-3


ภาษาญี่ปุ่น_Akiko บทที่ 1-4


ภาษาญี่ปุ่น_Akiko บทที่ 1-5


ภาษาญี่ปุ่นกับเกาหลีคล้ายกันขนาดไหน?

ญี่ปุ่นกับเกาหลีคล้ายกันมากในทางภูมิศาสตร์ หากมองแวบแรกทั้งสองประเทศก็ดูคล้ายกันทั้งด้านประเทศและวัฒนธรรม แต่ภาษาญี่ป่นกับเกาหลีคล้ายกันขนาดไหน? คำตอบสั้นๆก็คือ มันคล้ายกันมากกว่าภาษาอื่น และคล้ายกันมากๆในบางแง่มุม แต่ในทางกลับกัน มันก็แตกต่างกันมากและไม่สามาถอ่านแทนกันได้ มาดูความคล้ายของไวยกรณ์ คำศัพท์ การออกเสียง และระบบการเขียนกัน เมื่อดูที่วากยสัมพันธ์และไวยกรณ์ ภาษาญี่ปุ่นและเกาหลีคล้ายกันมาก ประโยคภาษาญี่ปุ่นและเกาหลีสามารถแปลเป็นอีกภาษาได้เป็นคำๆ โดยแต่ละคำในประโยคยังเท่ากับคำในอีกภาษาด้วย มาดูประโยคภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นเทียบกันแล้วเราจะเห็นความคล้ายคลึง บอกอีกครั้ง ผมไม่ได้พูดภาษาเกาหลีเก่ง ถ้าผมออกเสียงห่วย คนเกาหลียกโทษให้ผมด้วยนะครับ ในภาษาอังกฤษ “ผมเป็นนักเรียน” ในภาษาเกาหลี "na neun haksaeng-ida" ในภาษาญี่ปุ่น "watashi wa gakusei desu" จะเห็นว่าประโยคพวกนี้แปลไปอีกภาษาได้เป็นคำๆ แต่ละคำในประโยคแรกจะเทากับในประโยคสองที่ตำแหน่งเดียวกัน มันจึงแปลไปหากันได้โดยตรง สิ่งหนึ่งผมอยากให้รู้คือคำช่วยบอกหัวเรื่อง ซึ่งก็คือคำที่สองในแต่ละประโยค คำช่วยบอกหัวเรื่องเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของภาษาญี่ปุ่นกับเกาหลี โดยจะชี้หัวเรื่องของประโยค ซึ่งต่างจากประธานตามหลักไวยกรณ์ที่เน้นกันหรือหัวเรื่องของประโยค อีกสิ่งที่อยากให้รู้คือคำลงท้ายในแต่ละประโยค ในภาษาเกาหลีคือ “ida” ในญี่ปุ่นคือ “desu” ทั้งสองกรณีเหมือนคำเชื่อม เหมือนคำว่า “is” ในภาษาอังกฤษ ในภาษาญี่ปุ่นกับเกาหลีเป็นคำเดี่ยวๆ ที่วางหลังประโยค ในภาษาเกาหลี "na neun mul eul masinda" ในภาษาญี่ปุ่น "watashi wa mizu wo nomimasu" จะเห็นอีกว่ามีคำช่วยบอกหัวเรื่อง เป็นคำที่สองในแต่ละประโยค ที่สำคัญกว่านั้นคือลำดับคำแบบ SOV หรือประธาน กรรม กริยา เราจะเห็นประธานคือ "watashi" หรือ "na" ในภาษาเกาหลี แล้วจะเห็นกรรมที่อยู่ถัดไป กรรมคือน้ำ ในภาษาเกาหลีคือ "mul" ในภาษาญี่ปุ่นคือ "mizu" แล้วจะเห็นกริยาอยู่ท้ายสุด ในภาษาเกาหลี "masinda" และญี่ปุ่นคือ "nomimasu" แต่ก่อนกริยา จะมีคำเล็กๆที่น่าสนใจอยู่ ที่ไม่มีในภาษาอังกฤษ ซึ่งคือคำช่วยบอกกรรม มันเป็นอีกเอกลักษณ์ที่มีทั้งภาษาญี่ปุ่นและเกาหลี ใช้ในวิธีการเดียวกัน และตำแหน่งเดียวกันในประโยค แม้ไวยกรณ์และโครงสร้างประโยคของสองภาษาจะคล้ายกันมาก แต่คำศัพท์ต่างกันมากเช่นกัน ถ้าผู้พูดภาษาญี่ปุ่นได้ยินภาษาเกาหลีโดยไม่รู้มาก่อน ก็จะไม่เข้าใจคำใดๆเลย หรืออาจจะเข้าใจเพียงเล็กน้อย ถึงเข้าใจก็ไม่ได้หมายความว่าคำเหล่านั้นเกี่ยวข้องกัน ภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นทั้งคู่ต่างสืบทอดคำยืมมาจากภาษาจีนเป็นจำนวนมาก ประมาณ 60% ของคำศัพท์ของทั้งสองภาษามาจากภาษาจีน ถ้ามีคำยืมจากภาษาจีนมากมายทั้งสองภาษา ทำไมถึงเข้าใจอีกภาษาหนึ่งไม่ได้ ที่สำคัญคือ สำหรับทั้งสองภาษา ในการสนทนาในชีวิตประจำวัน การพูดที่ไม่เป็นทางการ คำยืมจากจีนจะแทบไม่ได้ใช้ ไม่เหมือนตอนเขียน และคำยืมจากจีนก็แตกต่างกันในสองภาษา แม้จะยืมคำมาในรูปแบบอักษรจีน แต่การออกเสียงก็เปลี่ยนไปเพื่อให้เข้ากับระบบเสียงของแต่ละภาษา ลองดูตัวอย่าง ตัวอย่างแรกคือชื่อของตัวอักษรจีนในแต่ละภาษา ในภาษาจีน "hànzì" ในเกาหลี "hanja" ในญี่ปุ่น "kanji" จะเห็นว่าการออกเสียงเริ่มที่ "hànzì" แล้วแตกต่างกันไปในภาษาเกาหลีและญี่ปุ่น แม้จะใช้ตัวอักษรเดียวกัน ตัวอย่างอื่นๆ ในเกาหลี "sajin" ในญี่ปุ่น "shashin" แปลว่ารูปถ่าย คำว่านักร้อง ในเกาหลี "kasu" ในญี่ปุ่น "kashu" คำว่าสัญญา ในเกาหลี "yagso(g)" ในญี่ปุ่น "yakusoku" นี่เป็นตัวอย่างที่เสียงคล้ายกัน แต่บางครั้งเสียงก็ต่างกันมากในสองภาษา ถ้าเราดูที่คำที่เขียนแบบใช้ภาษาอังกฤษ บางครั้งจะเห็นความคล้ายคลึง นี่คือคำว่าโทรศัพท์ ในเกาหลี "jeonhwa" ในญี่ปุ่น "denwa" นั่นคือคำที่มาจากตัวอักษรเดียวกัน แต่ออกเสียงไม่เหมือนกัน คำต่อมาคือ โรงเรียน ในเกาหลี "haggyou" ในญี่ปุ่น "gakkou" อีกตัวอย่างคือ มหาวิทยาลัย ในเกาหลี "daeha(g)" ในญี่ปุ่น "daigaku" เต้าหู้ ในเกาหลี "dubu" ในญี่ปุ่น "toufu" คำว่าสปาหรือน้ำพุร้อน ในเกาหลี "oncheon" ในญี่ปุ่น "onsen" จะเห็นว่าบางครั้งคำคล้ายกันแต่พอฟังเวลาคนพูด จะไม่สามารถจับคำๆนั้นได้ นอกจากคำยืมจากจีน ก็มีคำยืมจากญี่ปุ่นเข้าไปในเกาหลีด้วย คำว่า ดื่ม เวลาดื่มฉลอง ในเกาหลี "geongbae" ในญี่ปุ่น "kanpai" คำว่ากระเป๋า ในเกาหลี "gabang" ในญี่ปุ่น "kaban" ยังมีคำที่ดั้งเดิมมาจากทั้งสองภาษา ที่อาจเกี่ยวข้องกันอีกด้วย คำว่าเกาะ ในเกาหลี "seom" ในญี่ปุ่น "shima" คำว่าหมู่บ้าน ในเกาหลี "maeul" ในญี่ปุ่น "mura" มีคำมากมายแบบนี้ที่ผมคิดว่าไม่น่าเกี่ยวข้องกัน แต่นักภาษาศาสตร์คิดว่ามันเกี่ยวข้องกัน ที่น่าสนใจอีกคือบางส่วนของไวยกรณ์มีการออกเสียงที่คล้ายกันมากในสองภาษา ตัวอย่าง คำว่า ข้างบน ในเกาหลี "wiei" ในญี่ปุ่น "ue" คำช่วยแสดงคำถาม ในเกาหลี "kka" โดยใช้พยัญชนะซ้อน ใช้ "k" สองตัว ในญี่ปุ่น "ka" คำว่า สู่ ในเกาหลี "e" และในญี่ปุ่น "e" คำช่วยแสดงประธาน ต่างจากคำช่วยแสดงหัวเรื่อง คำช่วยแสดงประธานในเกาหลี “ga” หรือ “i” ในญี่ปุ่นแค่ “ga”. โดยทั่วไป ภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นมีคำศัพท์มากกมายที่เกี่ยวข้องกันแต่ไม่เหมือนกัน มันช่วยให้จำคำได้ง่ายขึ้น หากเรียนอีกภาษา แต่ไม่จำเป็นขนาดต้องรู้คำนั้นเวลาได้ยินในบทสนทนา แน่นอน คำศัพท์ที่พูดกันส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกัน หรือมีความเกี่ยวข้องเมื่อนานมาแล้ว ที่นี้ลองดูการออกเสียงที่ต่างกันของสองภาษา ในบางมุม มันก็คล้ายกัน เสียงพื้นฐานของสองภาษาค่อนข้างคล้ายกัน แต่วิธีการเรียงเสียงเพื่อนสร้างพยางค์นั้นแตกต่างกันในสองภาษา ในภาษาญี่ปุ่น ปกติจะไม่มีพยางค์ที่ลงท้ายเป็นตัวสะกด ไม่สามารถจบคำด้วยตัวสะกดแบบคำว่า “cut” ได้ ต้องเป็น “kutto” คือมีสระเพิ่มไปตอนจบ แต่ในเกาหลี สามารถจบพยางค์ด้วยพยัญชนะได้ อย่างคำที่เรายกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ คำว่าสัญญา ในญี่ปุ่น “yakusoku” ต้องมีสระต่อพยัญชนะ แต่ในเกาหลี “yagsog” อีกอย่างที่ต่างกันคือในภาษาญี่ปุ่น การออกเสียงพยัญชนะไม่เปลี่ยนตามตำแหน่งในคำ จะเหมือนกันตลอด แต่ในเกาหลี พยัญชนะบางตัวจะเปลี่ยนขึ้นอยู่กับว่าอยู่ต้นคำ กลางคำ หรือท้ายคำ ภาษาเกาหลียังมีเสียงตัวสะกดและสระซ้อนที่หลากหลาย ทั่วไปแล้ว การออกเสียงภาษาเกาหลีจะซับซ้อนกว่าการออกเสียงภาษาญี่ปุ่น สิ่งหนึ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างสองภาษาคือระบบการเขียน ภาษาญี่ปุ่นเขียนโดยใช้ตัวอักษรจีนร่วมกับพยัญชนะสองแบบ ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรที่แทนพยางค์ทั้งหมด ไม่ใช่แค่เสียงตัวใดตัวหนึ่ง ระบบเขียนของภาษาญี่ปุ่นค่อนข้างซับซ้อน เพราะต้องรู้คันจิกว่า 2000 ตัว เพื่อให้สามารถอ่านได้ในระดับผู้ใหญ่ จึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อจะเรียน แต่ภาษาเกาหลี ใช้การเขียนโดยตัวอักษรเกาหลี ซึ่งเป็นระบบการเขียนที่เรียบง่ายที่สุดในโลก เกาหลีเคยใช้ตัวอักษรจีนแบบที่ญี่ปุ่นใช้ร่วมกับตัวฮิรางานะ และคาตาคานะ แต่ตอนนี้ได้เลิกใช้แล้ว ตอนนี้ใช้เพียงระบบการเขียนที่เรียบง่ายด้วยตัวอักษรเกาหลี ตัวอักษรเกาหลีประกอบด้วยสัญลักษณ์แทนเสียงแต่ละเสียง ที่เรียงต่อกันเพื่อสร้างพยางค์ ในตัวอย่างนี้ “hanja” นี่เป็นเสียงของ “ha” เหมือน H นี่เป็นเสียงของ “A” นี่เป็นเสียงของ “N” เหมือน N นี่เป็นเสียงของ “J” หรือ “CH” และนี่คือ A ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นต้องเรียน 92 พยัญชนะ และคันจิอีก 2000 ตัว ภาษาเกาหลี ต้องเรียนแค่ 24 สัญลักษณ์เสียง เท่านี้ก็สามารถใช้แทนคำใดๆที่เรียนได้ สรุปแล้ว ภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นคล้ายกันมากในด้านโครงสร้างประโยคและไวยกรณ์ และทั้งสองภาษามีคำยืมจากจีนมากมาย แต่คำศัพท์ดั้งเดิมค่อนข้างต่างกัน ในด้านของการออกเสียง จึงทำให้ทั้งสองภาษาอ่านแทนกันไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการเขียนก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะระบบการเขียนเกาหลีแบบใหม่ที่ไม่ใช้ตัวอักษรจีน ความรู้สึกผมคือทั้งสองภาษามีต้นกำเนิดจากภาษาเดียวกันเมื่อนานมาแล้ว แล้วค่อยๆต่างกัน อาจจะเมื่อ 2000 ปีก่อน ตอนนี้จึงต่างกันมาก แม้โครงสร้างจะคล้ายกัน ขอบคุณที่ดูแลงโฟกัสแชแนล แสดงความเห็นข้างล่างเลย โดยเฉพาะถ้าคุณเรียนภาษาญี่ปุ่นหรือเกาหลี จะได้บอกเราได้ว่ามีอะไรอีกที่คล้ายกันหรือต่างกัน