เว็บไซด์เรียนภาษาญี่ปุ่น





ภาษาจีนกับภาษาญี่ปุ่นคล้ายกันขนาดไหน?

หัวข้อวันนี้คือคำถามที่ว่า ภาษาจีนกับภาษาญี่ปุ่นคล้ายกันขนาดไหน?

หลายๆคนดูแผนที่เอเชียแล้วก็จะเห็นว่าญี่ปุ่นกับจีนอยู่ใกล้มาก แล้วพอดูงานเขียนของจีนกับญี่ปุ่นก็จะคิดว่ามันคล้ายๆกัน แล้วคิดว่าทั้งสองภาษาคล้ายกัน แต่จริงๆแล้วมันคล้ายกันหรือไม่? คำตอบสั้นๆก็คือไม่ มันเป็นภาษาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ภาษาญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากภาษาจีนในด้านของคำศัพท์กับระบบการเขียน ภาษาจีนและญี่ปุ่นไม่ได้มีแหล่งกำเนิดเดียวกัน และไม่ได้อยู่ในตระกูลภาษาเดียวกัน ภาษาจีนอยู่ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต ส่วนภาษาญี่ปุ่นอยู่ในตระกูลภาษาญี่ปุ่น

ระบบเสียง

ก่อนอื่น ระบบเสียงของสองภาษาต่างกันมาก ตั้งแต่พื้นฐาน ซึ่งภาษาจีนเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ แต่ภาษาญี่ปุ่นไม่ใช่ ภาษาที่มีวรรณยุกต์จะมีระดับเสียงที่ช่วยกำหนดความหมายของคำที่ใช้ ถ้าใช้ระดับเสียงผิด ความหมายของคำก็จะเปลี่ยน เช่น คำว่าครู “Laoshi” หรือคำว่าไร้เดียงสา “Laoshi” และคำว่าตกยุค “Laoshi” ผมจึงมั่นใจว่าครูจีนหลายคนคงเคยโดนเรียกผิดๆว่าไร้เดียงสาหรือตกยุคตลอดแน่ หรือว่าจงใจก็ไม่รู้นะ ในภาษาญี่ปุ่น ปกติไม่มีระดับเสียงแบบนี้ที่กำหนดความหมายของคำ ในภาษาญี่ปุ่น จะมีระดับเสียงตามพยางค์ซึ่งบางพยางค์จะมีเสียงสูง บางพยางค์จะต่ำ แต่ไม่เหมือนจีนเพราะไม่ได้เป็นตัวกำหนดความหมายของคำ มันจะเหมือนการยืดคำของภาษาอังกฤษมากกว่า

โครงสร้าง

โครงสร้างและไวยกรณ์ของสองภาษาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยพื้นฐานแล้ว ภาษาจีนเป็น SVO ส่วนญี่ปุ่นเป็น SOV นี่เป็นตัวอย่าง ในภาษาจีน “Ta shuo zhong wen” นี่แปลว่า เขาพูดภาษาจีน คุณจะเห็นประธาน กริยา กรรม ส่วนนี่คือประโยคเดียวกันแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น “Kare wa chuugokugo wo hanashimasu” จะเห็นประธาน กรรม กริยา และจะเห็นว่ามีคำพิเศษอีกในภาษาญี่ปุ่นที่ไม่มีในประโยคภาษาจีน ยกตัวอย่าง ในภาษาญี่ปุ่นมีคำช่วยบอกหัวเรื่อง “wa” ซึ่งไม่มีในจีน และยังมีคำช่วยบอกกรรม “wo” ซึ่งไม่มีในจีนด้วย ภาษาจีนเป็นภาษา analytic ซึ่งปกติจะสร้างประโยคโดยวางส่วนต่างๆต่อกัน ภาษา analytic อย่างภาษาจีนจะไม่ใช้การผันคำ การผันคำหมายถึงการเปลี่ยนแปลงคำเพื่อระบุความหมายทางไวยกรณ์ เช่น พหูพจน์ เพศ กาล หรือเหตุ เราไม่เปลี่ยนส่วนหนึ่งของคำเพื่อเปลี่ยนความหมาย แต่เราเพิ่มความหมายให้คำนั้นโดยเพิ่มคำพิเศษลงไปต่อจากคำนั้น ส่วนภาษาญี่ปุ่นจะเป็นภาษาติดต่อคำซึ่งใช้การผันคำ ภาษาติดต่อคำจะใช้คำเติมมาก แทนที่จะใส่คำต่อท้ายคำ เราจะเพิ่มส่วนหนึ่งของคำลงไปเพื่อเปลี่ยนความหมายของคำ การผันคำแบบนี้ จึงหมายความว่าภาษาญี่ปุ่นจะยาวกว่าภาษาจีน อาจใช้คำจีนน้อยคำเพื่อแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ยาวกว่า กรณีของประโยคภาษาจีน เราจะเห็นว่าไม่มีการผันคำ “wo qu xuexiao” ประโยคนี้หมายถึง ฉันไปโรงเรียน “wo qu xuexiao” ประโยคนี้หมายถึง ฉันไปโรงเรียนแล้ว ไม่มีส่วนไหนของกริยาเปลี่ยนเพื่อบอกถึงอดีต เราจะแสดงอดีตได้โดยการใส่คำแสดงเวลาเพิ่มลงไป ส่วนประโยคที่เหมือนกันในภาษาญี่ปุ่นมีการผันคำ ประโยคนี้หมายถึง ฉันไปโรงเรียน “watashi wa gakkou e iku” ฉันไปโรงเรียนแล้ว “watashi wa gakkou e itta” แล้วรูปสุภาพของฉันไปโรงเรียน “watashi wa gakkou e ikimasu” ฉันอยากไปโรงเรียน “watashi wa gakkou e ikitai” ในตัวอย่างภาษาญี่ปุ่น เราใช้การผันคำเปลี่ยนคำว่า “iku” เป็น “iki” ในภาษาจีน ไม่มีการผันคำหรือการติดต่อคำ เราจะแค่ใส่คำพิเศษลงไปแบบนี้ นั่นเป็นตัวอย่างคร่าวๆว่าไวยกรณ์ของภาษาญี่ปุ่นและจีนแตกต่างกันอย่างไร ปกติแล้วทั้งสองภาษาแตกต่างโดยสิ้นเชิงในด้านโครงสร้างทางไวยกรณ์

คำศัพท์ที่ใช้ตัวอักษรจีน

จุดหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกันระหว่างภาษาจีนกับญี่ปุ่นคือในคำศัพท์ และการใช้ตัวอักษรจีน ในช่วงจีนมีอิทธิพลมาก ประมาณศตวรรษที่ 5-9 มีการยืมคำจากจีนยุคกลางมาญี่ปุ่นมากมาย ภาษาญี่ปุ่นแต่เดิมไม่มีวิธีการเขียน จึงมีการเริ่มใช้ภาษาจีนเป็นภาษาเขียนและใช้เป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์และศาสนา คำศัพท์จีนเริ่มถูกยืมเข้ามาในญี่ปุ่น และระบบการเขียนของจีนก็ถูกปรับให้เข้ากับภาษาญี่ปุ่น ฉะนั้นไม่ใช่แค่คำศัพท์ที่ถูกยืม แล้วตัวอักษรภาษาจีนที่ใช้เขียนคำนั้นๆก็ถูกปรับเช่นกัน 60% ของคำศัพท์ที่ใช้ในภาษาญี่ปุ่นแต่เดิมมาจากภาษาจีน รวมถึงคำทั้งหมดในพจนานุกรม และรวมถึงคำที่เฉพาะเจาะจงมากทางการศึกษาและคำที่เป็นทางการ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการเขียน สำหรับกาพูดภาษาญี่ปุ่น จำนวนคำที่ยืมจากจีนจะน้อยกว่ามาก มีเพียงประมาณ 18% คำที่ยืมมาแทบทั้งหมดเป็นภาษาจีน แม้ตอนนี้ในญี่ปุ่นจะใช้เป็นกริยาหรือคำคุณศัพท์ ซึ่งเป็นอีกสิ่งที่แตกต่าง คือวิธีการใช้คำศัพท์นั้นๆ และการออกเสียงคำจีนเหล่านั้นที่ยืมมาในภาษาญี่ปุ่นก็เปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับระบบการออกเสียงภาษาญี่ปุ่น รวมถึงการหายไปของระดับเสียงของคำเหล่านั้นด้วย คำเหล่านี้ถูกยืมมาเมื่อนานมาแล้ว หมายความว่าคำเหล่านี้ในภาษาจีนก็เปลี่ยนวิธีออกเสียงไปเช่นกัน ดังนั้นการออกเสียงจึงแตกต่างกันเล็กน้อย และการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นสมัยใหม่และจีนสมัยใหม่ของตัวอักษรหรือคำที่คล้ายๆกันจึงค่อนข้างแตกต่างกัน ที่สำคัญคือในอดีตภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) ไม่ใช่ภาษากลางของภาษาจีน ในสมัยที่คำจีนถูกยืมมาในญี่ปุ่น ดังนั้น ในตอนนั้นการออกเสียงของคำที่ถูกยืมก็ไม่เหมือนภาษาจีนในปัจจุบันแล้ว จากที่ผมเข้าใจ ภาษาญี่ปุ่นสมัยใหม่มักจะออกเสียงคำยืมคล้ายสำเนียงกวางตุ้งมากกว่าจีนกลาง นี่เป็นตัวอย่างที่คำเดียวกันออกเสียงต่างกันในภาษาญี่ปุ่นและจีนกลาง คำว่าครอบครัวในภาษาญี่ปุ่นคือ “katei” จริงๆในภาษาญี่ปุ่นจะหมายถึงครัวเรือนหรือบ้านมากกว่า ในภาษาจีนกลาง “jiating” ต่อมาคำว่าตายในภาษาญี่ปุ่น “shibou” และในจีนกลงาง “siwang” ต่อมาคำว่าฤดูกาลในภาษาญี่ปุ่น “kisetsu” และในจีนกลาง “jijie” และคำว่าประเทศบ้านเกิดในภาษาญี่ปุ่น “bokoku” และในจีนกลาง “muguo” จะเห็นได้ว่าคำเหล่านี้ดูเหมือนกันและโดยทั่วไปมีความหมายเหมือนกัน แต่ออกเสียงต่างกันมาก ดังนั้นคำศัพท์จีนแสดงโดยตัวอักษรจีนจึงถูกยืมไปญี่ปุ่น แต่ตัวอักษรจีนพวกนั้นก็ถูกปรับให้เข้ากับคำศัพท์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีความหมายใกล้เคียงกับตัวอักษรจีนเหล่านั้นด้วย หมายความว่าผู้ที่พูดภาษาจีนได้ส่วนมากเวลามองภาษาญี่ปุ่นดั้งเดิมแล้วมักจะเข้าใจความหมายหลักๆของมัน แม้จะไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น โดยเข้าใจจากตัวอักษจีนที่ใช้แทนความหมายคำนั้นๆ ดังนั้นคนจีนจึงมักอ่านตัวหนังสือญี่ปุ่นแล้วเข้าใจความหมายพื้นฐานได้ ผ่านตัวอักษรจีน แต่จะไม่เข้าใจรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งกลับกันคนญี่ปุ่นที่อ่านตัวหนังสือภาษาจีนก็จะเข้าใจความหมายพื้นฐานจากตัวอักษรจีนที่รู้จัก แต่ก็เป็นการง่ายที่จะเข้าใจผิดในรายละเอียดของการเขียนนั้น หากเขาไม่มีความรู้ในอีกภาษาเลย นี่เป็นตัวอย่างภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ตัวอักษรจีนเหมือนกันแต่ความหมายแตกกันอย่างมากเพราะการผันคำ “Neko wa sakana wo taberu” หมายความว่า แมวกินปลา “neko wa sakana wo tabenai” หมายความว่า แมวไม่กินปลา “neko wa sakana wo tabeta” หมายความว่า แมวกินปลาแล้ว “neko wa sakana wo taberu tsumori” แมวตั้งใจจะกินปลา “neko wa sakana ni taberareta” แมวถูกปลากิน ดังนั้นผู้พูดภาษาจีนได้ที่อ่านประโยคเหล่านี้จะเข้าใจความหมายหลักๆของตัวอักษรภาษาจีน แต่จะไม่เข้าใจความหมายจากการผันคำ เช่น การปฏิเสธ อดีต ความตั้งใจ หรือรูปถูกกระทำ โดยเฉพาะรูปถูกกระทำที่จะทำให้เข้าใจผิดอย่างมาก ให้ลองจินตนาการว่า ถ้าคุณเป็นผู้พูดภาษาอังกฤษแล้วอ่านบางอย่างที่มีคำยืมจากภาษาอังกฤษ คุณจะเห็นเป็น “cat bla fish bla food bla bla” แน่นอนว่าด้วยการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ผู้พูดภาษาจีนเข้าใจประโยคพื้นฐานของภาษาญี่ปุ่นแบบนี้ได้ สำหรับผมที่เรียนภาษาญี่ปุ่นในระดับค่อนข้างสูงก็เช่นกัน ตอนผมไปไต้หวันเมื่อปีที่แล้ว ที่รถไฟใต้ดิน ผมเห็นโฆษณามากมายที่ผมเข้าใจความหมายส่วนใหญ่ได้ ผมไม่เข้าใจตัวอักษรจีนทั้งหมดแต่ผมเข้าใจสามในสี่ส่วน ส่วนที่สี่เป็นตัวอักษรใหม่สำหรับผม เพราะในภาษาจีนมีตัวอักษมากมายที่ไม่ได้ใช้ในภาษาญี่ปุ่นเลย แต่แค่เข้าใจสามในสี่ส่วนก็เพียงพอที่จะทำให้ผมเข้าใจความหมายพื้นฐานของโฆษณานั้น แน่นอนว่าผมไม่รู้ว่าตัวอักษรจีนพวกนั้นออกเสียงอย่างไร หากผมพยายามลองออกเสียงเป็นภาษาญี่ปุ่น ผมต้องโดนแฟนผมและพวกคนท้องถิ่นหัวเราะเยอะแน่ๆ มันอาจดูแปลกที่ผมเห็นตัวอักษรจีนในภาษาจีนแล้วเข้าใจความหมาย แม้ไม่รู้ว่าออกเสียงอย่างไร แต่ให้ลองคิดว่ามันเป็นสัญลักษณ์เหมือนตัวเลข ตัวเลขเจ็ดออกเสียงต่างกันในหลายๆภาษา แต่เมื่อเราเห็นมันเรารู้ได้ว่ามันหมายถึงอะไร แม้เราจะไม่รู้ว่ามันออกเสียงยังไง ตัวอักษรจีนก็คล้ายๆกัน ยกเว้นมันแสดงความหมายกว้างกว่ามาก ตัวอักษรจีนใช้ในประโยคที่จำเพาะจะแตกต่างจากที่ใช้ในภาษาอื่นเป็นอย่างมาก ในประโยคที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน ในภาษาญี่ปุ่น มีคำซ้อนมากมายที่สร้างจากตัวอักษรจีน แต่คำซ้อนพวกนั้นไม่มีในภาษาจีน พวกนี้เรียกว่า วะเซคังโกะ หมายถึงคำศัพท์จีนที่สร้างขึ้นในญี่ปุ่น นี่คือตัวอย่างของวะเซคังโกะ บางคำถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงสิ่งที่มีเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น เช่น นินจา เกอิชา และอื่นๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยเมจิเพื่อแสดงถึงแนวคิดทางตะวันตก เช่น ประชาธิปไตย “minshu” แม้เราจะเห็นตัวอักษรคุ้นๆมากมายเวลาเราดูหนังสือในภาษาอื่น แต่มันอาจถูกใช้ในวิธีอื่นที่ต่างไป ฉะนั้นความหมายจึงไม่ชัดเจน ผู้พูดภาษาจีนอาจจะสับสนจากวะเซคังโกะ เมื่อพยายามจะอ่านภาษาญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นก็จะสับสนเมื่อพยายามอ่านภาษาจีน เพราะมีตัวอักษรจีนมากมายที่ไม่เคยถูกยืมมาญี่ปุ่นเลย หรือไม่ได้ใช้ในภาษาญี่ปุ่นสมัยใหม่ แต่ทั้งสองกรณี ความรู้พื้นฐานของอีกภาษาจะช่วยให้การอ่านง่ายขึ้น ภาษาญี่ปุ่นให้ยืมคำสู่ภาษาจีนเช่นกัน อย่างที่เราพูดไปแล้ว คำศัพท์จีนมากมายถูกยืมมาญี่ปุ่น แต่คำศัพท์ญี่ปุ่นบางคำก็ถูกยืมไปจีนเช่นกัน ก่อนหน้านี้ผมพูดถึงวะเซคังโกะ คำศัพท์ญี่ปุ่นที่สร้างจากรากภาษาจีน

คำศัพท์ที่ไม่มีในภาษาจีน

แต่บางคำของวะเซคังโกะถูกยืมจากญี่ปุ่นไปจีน บางแหล่งกล่าวว่าคำศัพท์ดังกล่าวมีถึงประมาณ 30% ของคำศัพท์จีนสมัยใหม่ แน่นอนว่าวิธีการออกเสียงของคำยืมเหล่านั้นเป็นไปตามการออกเสียงตัวอักษรจีนในภาษาจีนสมัยใหม่ นี่คือตัวอย่าง คำว่าประวัติศาสตร์ในภาษาญี่ปุ่น “rekishi” และในจีนกลาง “lishi” คำว่าอุตสาหกรรมในภาษาญี่ปุ่น “kougyou” ในจีนกลาง “gongye” คำว่าอิเลคตรอนหรือไฟฟ้าในภาษาญี่ปุ่น “denshi” ในจีนกลาง “dianzi” คำว่าฉีดยาในภาษาญี่ปุ่น “chuusha” ในจีนกลาง “zhushe” คำว่าปรัชญาในภาษาญี่ปุ่น “tetsugaku” ในจีนกลาง “zhexue” คำว่าระบบในภาษาญี่ปุ่น “keitou” และในจีนกลาว “xitong” คนจีนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่รู้ว่าคำพวกนี้ยืมมาจากญี่ปุ่น ที่สำคัญคือจีนแผ่นดินใหญ่จะใช้ตัวอักษรจีนแบบง่าย ไม่เหมือนไต้หวันหรือฮ่องกงที่ใช้ตัวอักษรจีนแบบดั้งเดิม จึงหมายความว่าคนจากแผ่นดินใหญ่อาจมีปัญหาในการอ่านคันจิญี่ปุ่นมากกว่าคนจากไต้หวัน เป็นต้น ดังนั้นกล่าวสั้นๆคือภาษาจีนและญี่ปุ่นเป็นภาษาที่แตกต่างกันโดนเฉพาะในภาษาพูด แม้จะมีคำศัพท์มากมายที่ยืมจากจีนไปญี่ปุ่น และจากญี่ปุ่นไปจีนเล็กน้อย มีเพียงการเขียนของสองภาษาเท่านั้นที่อาจจะอ่านกันได้ เพราะมีการใช้ตัวอักษรจีน

タイ語の翻訳会社
World Congress ญี่ปุ่น